Showing posts with label notes. Show all posts
Showing posts with label notes. Show all posts

Tuesday, July 22, 2008

โปรแกรมดีๆ ที่ฟรีสำหรับ เผา(burn) CD/DVD บนวินโดวส์


ค้นๆ บนเน็ต เจอบทความเขา review ซอฟต์แวร์สำหรับ ทำงานทุกอย่างเกี่ยวกับ CD (คนส่วนใหญ่นิยมใช้ เนโรเบิร์นนิ่งโรม.... หรือไม่ก็ อัลกอฮอล์ 120%) แต่ทีนี้ลองมองๆ หาซอฟต์แวร์ฟรีๆ ดีๆ ที่ทำงานได้เหมือนกับซอฟต์แวร์ตัวอื่นๆ ก็ไปเจอกับ ImgBurn ขนาดเพียงแค่ 1.9 MB

Thursday, June 12, 2008

vim7 เจ๋งโคตร

เพิ่งจะรู้ว่ามี auto-complete ใน vim แล้ว
แล้วก็มี tab ให้ใช้ด้วย

ที่เห็นชัดๆ เลยก็ลองเขียน C บน vi แล้วกด Ctrl+P, หรือ Ctrl+N ใน Insert-mode จะมี list ของคำสั่งมาให้















อีกอันที่เท่เหมือนกันก็คือ Tab (ไว้แสดงหลายๆ ไฟล์)
ก็
vi -p file1.c file2.txt file3.php
ได้ตามภาพ
กด gt ใน Command mode เพื่อสลับ tab
กด :tabn , :tabp (next, previous) เพื่อเปลี่ยน tab ใน last-line mode

Saturday, December 29, 2007

หาวิธีกำหนดตำแหน่งมาตรฐานของ context menu ใน vista แทบแย่

context menu ก็คือ เมนูที่มันปรากฏขึ้นมาเวลาเราคลิกขวา หรือคลิกที่แถบเมนูของโปรแกรมต่างๆ


วันนี้เพิ่งสังเกตว่า context menu ของคอมฯ เราจะปรากฏไปทางด้านซ้าย (ปกติไปด้านขวา) เราก็รู้สึกไม่สะดวกมากๆ เวลาเลือกเมนู เพราะปกติ คลิกขวา หรือคลิกเมนู เราก็จะลากเมาส์ลงไปทางด้านขวาล่าง... เราก็เลยตามหาวิธีตั้งใหเมนูกลับมาแสดงที่ด้านขวาเหมือนเดิม

ก็ลองค้น google ดู ก็ไปเจอแต่บทความที่บอกวิธีแก้ไข เมนู Send To หรือ แก้ context menu เวลาคลิกขวาที่ไฟล์ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ

เราก็เลยลองหาใน control panel ของ windows vista แทบแย่ว่ามันคืออันไหนกันแน่ ดูเกี่ยวกับ mouse ก็ไม่เจอ... หาอยู่นานสองนาน.. ลอง restart เครื่อง... สุดท้ายก็ไปเจอใน Tablet PC Settings


ในหัวข้อ Handedness - Change where menus apper on the screen by indicating which hand you write with. ปรากฏว่าของเดิมเลือก Right-handed ทำให้เมนูไปปรากฏด้านซ้าย (ที่เราไม่ต้องการ) แต่จริงๆ แล้วปรากฏด้านซ้ายจะเหมาะกับการใช้ tablet ด้วยมือขวา เพราะว่าเมนูจะไม่โดนบังโดยมือขวาของเรา

แต่ว่าเราไม่ได้ใช้ Tablet เพราะงั้นก็ต้องปรับกลับมาเป็น Left-handed เพื่อให้ Windows แสดงเมนูกลับเป็นปกติ (อย่างที่เคยชิน)

Sunday, December 16, 2007

ซอยพหลโยธิน 45 แยก 7

ก่อนหน้านี้นายบึกเคยเล่าให้ฟังว่า มี อ.ท่านนึงในคณะวิศวฯ เดินๆๆๆ รอบๆ มหาวิทยาลัยเกษตร (บางเขน) จนไปเจอหมู่บ้านที่ทะลุออกซอยพหลโยธินได้ แต่นายบึกก็ยังไม่ทราบว่าเป็นซอยไหนกันแน่

ในที่สุดเราก็รู้ซักทีว่าซอยนั้นคือ ซอยพหลโยธิน 45 นั่นเอง.... วันนี้มอไซต์รับจ้าง พาเราเข้ามหาลัยผ่านทางนี้ เพราะกรมป่าไม้ปิด (เราสามารถเข้า ม. ผ่านทางกรมป่าไม้ได้ด้วยนะ...ถ้ากรมฯไม่ปิด) บังเอิญว่าวันนี้ปิด พี่วินเลยพาไปซอย พหล 45 ที่แยกที่ 7 จะมีบ้านๆๆๆ อยู่หลายๆ หลัง สุดแยกนี้จะมีกำแพงปูน มีช่องแคบๆ กว้างพอที่จะให้มอไซต์ผ่านได้ เข้าไปในมหาลัย

จริงๆ แล้วผ่านเข้าไปก็จะเจอกับศูนย์วิจัยยาง... แล้วก็เข้าไปในมหาลัยได้...

Sunday, October 14, 2007

หัดใช้ Bash Shell

10 Seconds Guide to Bash Shell Scripting:
http://linuxhelp.blogspot.com/2005/10/10-seconds-guide-to-bash-shell.html

Advanced Bash-Scripting
http://tldp.org/LDP/abs/html/

Monday, December 25, 2006

วิธีจดข้อความเวลาเจอหน้าต่าง Error


เมื่อผมเจอหน้าต่างแบบนี้และผมต้องการเอาข้อความในหน้าต่างไปบอกเพื่อน ผมก็จะเปิด Notepad ขึ้นมาและพิมพ์ตามข้อความเหล่านั้น แต่ตอนนี้ผมเพิ่งไปอ่านเจอใน blog ของนักพัฒนาใน MSDN เขาบอกว่า ถ้าเจอ หน้าต่าง Error หรือหน้าต่างลักษณะนี้ ให้กด Ctrl+C (Copy) ได้เลย ผมก็ลองทำดู แล้วไป Paste ปรากฏว่าได้ข้อความตามนี้ครับ

---------------------------
SciTE
---------------------------
Save changes to (Untitled)?
---------------------------
Yes No Cancel
---------------------------

เจ๋งมะครับ?

Saturday, November 11, 2006

เป้าหมาย

จาก มติชนสุดสัปดาห์ คอลัมน์ "ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ" หนุ่มเมืองจันท์
พ่อแนะนำให้อ่าน อ่านแล้วชอบมากเลยครับ

แวบไปงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติที่ศูนย์สิริกิต์ 2 วันแล้วครับ
ตอนแรกใครๆ ก็หวั่นวิตกว่างานหนังสือครั้งนี้จะมีคนไปน้อย เพราะภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มกระตุก
แต่ปรากฏว่าปีนี้คนไปร่วมงานเยอะมาก
ถามหลายสำนักพิมพ์ แต่ละคนบอกว่ายอดขายเพิ่มสูงขึ้น
คงเป็นไปตามที่ผู้บริหารตระกูลจิราธิวัฒน์คนหนึ่งบอกไว้ว่าทุกครั้งที่เศรษฐกิจซบเซาหนังสือจะขายดี เพราะเป็นสินค้าบันเทิงราคาถูก
2 วันที่ไปเซ็นชื่อตามคิวที่น้องๆ จัดให้ บอกได้คำเดียวว่าอบอุ่นครับ
บางคนพอยื่นหนังสือมา สบตาก็รู้แล้วว่าอยากคุยด้วย
แต่เห็นคิวคนที่รออยู่ข้างหลังแล้วก็ได้แต่ทักทาย 2-3 คำ พอเซ็นชื่อเสร็จก็ต้องจบการสนทนา
ขออนุญาตขอโทษผ่านทางคอลัมน์ี้ด้วย
มีอยู่คนหนึ่ง ยื่นหนังสือให้แล้วบอกว่า "พี่เป็นแรงบันดาลใจของผม"
"ทำไมล่ะครับ" ผมถาม
"ตอนที่ผมตกงาน ผมอ่านเรื่องที่พี่เขียนแล้วมีกำลังใจมากเลย"
เฮ้อ ถ้าเป็นผู้หญิงก็จะโผกอดแล้ว แต่บังเอิญเป็นผู้ชายก็เลยต้องเก็บความปลาบปลื้มไว้ในใจ
"แล้วตอนนี้ได้งานหรือยังครับ" เป็นประโยคกลบเกลื่อนความปลาบปลื้ม
"ได้แล้วครับ"
"มันสำคัญตรงนี้"
กลัวได้แต่แรงบันดาลใจ แต่ไม่ได้งาน
ผมหัวเราะก่อนส่งหนังสือที่เซ็นชื่อแล้วส่งคืนให้
จริงๆ แล้วอยากขอบคุณมากกว่านี้แต่มันเขิน
น้องอีกคนหนึ่งยื่นหนังสือให้ผมเซ็นหลังจากดำเนินการเสวนา "ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้" กับคุณบัณฑิต อึ้งรังษี เสร็จสิ้นลง
เธอเป็นนักเรียนชั้น ม.5 จากนครศรีธรรมราช มากับคุณพ่อ
นอกจากเซ็นหนังสือแล้วเธอยังให้คุณพ่อถ่ายรูปคู่กับผมอีกด้วย
ก่อนจะเดินจากไป เจ้าเด็กน้อยหันกลับมาบอกผมด้วยเสียงชื่นชม
"หนูชอบ...มากเลยค่ะ"
เสียงเธอชื่นชมอย่างจริงใจ แต่ผมอึ้งไปนิดกับคำในช่องว่าง
"เอ่ออะไรนะ" ผมถามซ้ำเผื่อน้องจะพูดผิด
ไม่ผิดครับ เหมือนเดิมเลย แถมเสียงดังขึ้นกว่าเดิมด้วย
"หนูชอบคุณลุงมากเลยค่ะ"

พอหมดคิวเซ็นชื่อในวันแรก ผมก็วนเวียนอยู่ในบู๊ธสำนักพิมพ์มติชน
มีแฟนหนังสือคนหนึ่งเดนมายื่นหนังสือให้เซ็น
ช่วงนั้นว่างแล้วผมก็เลยยืนคุยนานพอสมควร
เขาเป็นครูสอนศิลปะ อยู่โรงเรียนสามเสน 2 ครับ
"ผมเอาเรื่องของพี่ไปอ่านให้เด็กนักเรียนฟังเป็นประจำเลย"
"แล้วนักเรียนจะรู้เรื่องเหรอ" ผมไม่มั่นใจ
"นักเรียนชอบมากเลยครับ ทุกครั้งที่ได้ฟังตาเขาจะเป็นประกายเลย"
สงสัยจะเป็นประกายเพราะไม่ต้องเรียน...ผมคิดในใจ
"แปลกดี สอนศิลปะแต่ทำไมชอบนำเรื่องแบบนี้ไปเล่าให้นักเรียนฟัง"
เขาบอกว่าส่วนใหญ่ครูทั่วไปมักจะสอนเนื้อหาในตำรา และเด็กแต่ละคนก็เรียนกวดวิชากันมากมายเพื่อการสอบแข่งขัน แต่เขาต้องการให้เด็กได้มุมมองที่หลากหลายได้รู้จักโลกกว้าง
"ครูคนอื่นสอนหนังสือ แต่ผมสอนนักเรียนครับ"
โหย...เจอประโยคนี้เข้าแทบก้มหัวคารวะเลย
"เป้าหมาย" ที่แตกต่าง จะนำมาซึ่ง "วิธี" ที่แตกต่าง
บางคนพยายามสอนแต่เนื้อหาในหนังสือเพราะมีเป้าหมายคือการสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนดีๆ หรือมหาวิทยาลัยดังๆ

"เป้าหมาย" ของเขาคือตัวอักษรในหนังสือ
ทำอย่างไรจะอัดเข้าสมองนักเรียนให้มากที่สุด
แต่ที่เขาลืมไปก็คือการสอนนักเรียนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ
มีมุมมองที่หลากหลาย รู้จักโลกในหลายแง่มุม
ผมนึกถึงคำของ "หมอประเวศ วะสี" ที่พูดถึงหมอด้วยกันว่า หมอส่วนใหญ่มักจะรักษา "โรค"
แต่ไม่ได้รักษา "คนไข้"
ลืมความรู้ึกของคนไข้ว่าเขากลัว เขาเจ็บ เขารู้สึกอย่างไร
คิดอย่างเดียวว่าจะรักษา "โรค" ให้หาย
จนลืมไปว่า "คนไข้" เป็น "คน" ที่มีความรู้สึก
"นักเรียน" ก็เหมือน "คนไข้"
มีชีวิต และความรู้สึก
มีโลกที่กว้างใหญ่กว่าประตูรั้วมหาวิทยาลัยดังๆ
หลังจากนั้นไม่กี่วันผมก็ได้คุยกับ "บินหลา สันกาลาคีรี" นักเขียนซีไรท์
เขาเพิ่งกลับจากรัสเซียมาครับ
"บินหลา" ใช้เวลา 1 เดือนนั่งรถไฟจากจีนไปรัสเซีย
อย่าแปลกใจที่ "บินหลา" จะใช้เวลานานกว่าคนทั่วไป
เขาเป็น "คนใจง่าย" ครับ เจอเมืองไหนน่ารักก็แวะพักนานหน่อย เช่น ผ่านมองโกเลียแล้วชอบใจก็แวะเที่ยว 8 วัน เป็นต้น
ช่างเป็นชีวิตที่น่าอิจฉาจริงๆ
ผมเล่าเรื่องครูคนนี้ให้ "บินหลา" ฟัง เขาพยักหน้าเห็นด้วย
"บินหลา" บอกว่าเคยมีคนถามเขาว่าการไปเที่ยวคนเดียวมีข้อดีอย่างไร
เขาตอบว่าการไปเที่ยวคนเดียว สิ่งที่ได้แน่ๆ ก็คือได้ตัดสินใจเอง
"คุณจะได้ตัดสินใจแทบทุกช่วงเวลาของการเดินทาง"
ครับ การไปเที่ยวคนเดียว ต้องเผชิญกับสถานการณ์แปลกๆ ที่เราคาดการณ์ไม่ได้ในสถานที่ที่เราไม่คุ้นเคย
แทบทุกช่วงเวลา คุณจะต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง
ไม่ว่าผิดหรือถูก คุณก็ต้องรับผิดชอบกับ สิ่งที่คุณตัดสินใจไป
ในโลกแห่งความเป็นจริง การตัดสินใจหรือการใช้ดุลพินิจของตัวเองว่าจะเลือกเดินทางไหนเป็นเรื่องสำคัญมาก
ชีวิตไม่ใช่ข้อสอบปรนัย ที่มีคนกำหนดทางเลือก ก-ข-ค-ง ให้กากบาท
และไม่มีครูคอยเฉลยข้อสอบด้วยว่าสิ่งที่คุณเลือกถูกหรือผิด
ที่สำคัญ ชีวิตผ่านแล้วผ่านเลย
เลือกแล้วเลือกเลย
จะขอหมุนเวลากลับมาแก้ไขใหม่ไม่ได้
"ดุลพินิจ" และ "การตัดสินใจ" จึงเป็นเรื่องจำเป็นมากสำหรับชีวิต
คนเก่ง คือ คนที่ตัดสินใจถูกมากกว่าผิด
ต้องทำบ่อยๆ ทำเป็นประจำ และรู้จักสรุปบทเรียนทุกครั้งที่ตัดสินใจ
เพื่อให้การเลือกครั้งต่อไปไม่ผิดพลาด
ที่สำคัญการตัดสินใจที่ดีจะต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง
ห้ามเลือกแบบคนเจ้าชู้
ข้อ จ.
... ถูกทุกข้อ

Monday, October 30, 2006

What does NATT stand for?

Acronym Definition
NATT Northern Australia Tropical Transect
NATT Northwest Alliance for Transportation Technologies
NATT Not At This Time
NATT Novice At Table Tennis

The last definition of NATT is correct for me!

Tuesday, October 03, 2006

เอา gaim มาใช้และ

เฮอๆ gaim 2.0 beta มันพัฒนาขึ้นมากว่าเก่าเยอะเลยแฮะ

จริงๆ ตอนแรกลง gaim 1.5 for windows ปรากฏว่า sign in เข้า msn แล้ว gaim ก็ crash เลย
ก็เลยเพิ่งอ่านในเว็บเห็นว่า gaim 2.0 มี fix แล้วก็เลยโหลดมาลง ปรากฏว่า font ตัวเล็กโคตรๆ ก็ไปค้นแล้วก็เจอวิธีแก้
คือให้ สร้างไฟล์ไว้ใน C:\Documents and Settings\(username)
ชื่อว่า .gtkrc-2.0 โดยมีเนื้อหาว่า

style "win32-font" {
font_name = "tahoma 10"
}
class "*" style "win32-font"
เพื่อปรับ font...เสร็จแล้วพอเข้า gaim มาปรากฏว่า gaim สามารถแสดง custom emoticon ได้แล้ว ดีจริงๆ :D

พัฒนาขึ้นเยอะเลย

Monday, October 02, 2006

เพิ่งจะรู้ว่าเขาเรียกว่า CAPTCHA

A CAPTCHA (an acronym for "Completely Automated Public Turing test to tell Computers and Humans Apart", trademarked by Carnegie Mellon University) is a type of challenge-response test used in computing to determine whether or not the user is human.

ref : wikipedia.org

Thursday, September 21, 2006

รวม Modem Error Code

http://www.pantip.com/tech/article/article.php?id=152

เก็บไว้เวลาเพื่อนถามจะได้เอาให้เพื่อนอ่านและ

Tuesday, September 12, 2006

อยากไปดู gallery ของอันนี้ด้วยตาตัวเองอ่ะ

http://dialog05.com/

Compile FileZilla Server 0.9.18 สำเร็จแล้ว!

เฮอๆ
compile ตัว server สำเร็จ แต่ยังไม่ได้ลอง compile ตัว interface

/wd 4430

ยังสงสัยว่าทำไมต้องเพิ่ม option ข้างบนใน compiler option ทำให้สามารถ compile โค้ดได้ เฮอๆ
สงสัยจะเป็น switch เกี่ยวกับ backward compatibility มั้ง - -"

สรุปสิ่งที่ทำเพื่อ compile filezilla คือ
ลง vc++ 2005 express, platform sdk, zlib

อ้อ ต้องลบ odbc32.lib กับ odbc อีกอัน ออกจาก linker ด้วย - -"

ไม่รู้ว่าตัว server ที่ compile ออกมาได้เนี่ยจะ work รึเปล่า - -"

Saturday, September 09, 2006

FW: แครอท กาแฟ ไข่....คุณอยากเป็นแบบไหนล่ะ

วันหนึ่งลูกสาวพร่ำบนถึงชีวิตอันแสนลำเค็ญให้พ่อฟังว่า
เธอกำลังรู้สึกอับจนปัญญาที่จะจัดการกับชีวิตและปรารถนาที่จะยอมแพ้พ่าย
ด้วยรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้และการแข่งขัน
ประหนึ่งว่าเมื่อสางปัญหาหนึ่งเสร็จสิ้น อีกปัญหาหนึ่งก็ก้าวเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ
ผู้เป็นพ่อซึ่งเป็นพ่อครัวจึงเดินนำเธอเข้าไปในครัว จัดแจงต้มน้ำในหม้อสามใบ

ด้วยไฟแรงจนน้ำเดือด เขาใส่แครอทในหม้อใบแรก
วางไข่ลงในหม้อใบที่สอง และตักกาแฟลงไปในหม้อใบสุดท้าย
แล้วปล่อยให้มันต้มไปเรื่อยๆ โดยไม่มีคำอธิบายเลย

ฝ่ายลูกสาวเริ่มรู้สึกหงุดหงิดและหมดความอดทน ทั้งยังสงสัยว่าพ่อกำลังทำอะไร
ยี่สิบนาทีผ่านไป เขาก็ปิดเตาแก๊ส
ตักแครอทขึ้นมาวางไว้ในชาม นำไข่วางไว้ในชามอีกใบหนึ่ง
และตักกาแฟไว้ในชามสุดท้าย แล้วหันไปถามลูกว่า

"ลูกเห็นอะไรบ้าง"
"แครอท ไข่ กาแฟ" เธอตอบ

เขาจึงขอร้องให้เธอสัมผัสแครอท เธอจึงรู้ว่ามันนิ่ม
แล้วเขาก็ให้ลูกสาวตอกไข่ เมื่อเธอแกะเปลือกไข่ออก ก็พบว่าไข่นั้นได้ต้มจนสุก
แล้วท้ายที่สุดเธอให้ลูกสาวลองจิบกาแฟดูเธอยิ้มและลิ้มรสอันหอมกรุ่นนั้น

แล้วค่อยๆ ถามว่า

" นี่หมายความว่าอย่างไรเหรอคะคุณพ่อ "

พ่ออธิบายว่า เราได้กระทำต่อสามสิ่งนี้ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน
นั่นคือ น้ำเดือด แต่ผลลัพธ์มันกลับแตกต่างกัน

จากเดิมแครอทดูแข็งๆ และไม่โอนอ่อนผ่อนตาม
พอผ่านการต้มมันกลับนิ่มและดูอ่อนปวกเปียก

ไข่ซึ่งดูบอบบาง มีเพียงเปลือกบางๆคอยห่อหุ้มของเหลวภายใน
แต่น้ำเดือดทำให้ของเหลวนั้นกลับแข็งขึ้น

ขณะที่กาแฟกลับมีลักษณะเฉพาะตัวตลอดกาล
เมื่อมาเจอน้ำเดือด น้ำต่างหากที่แปรเปลี่ยนไป

" แล้วลูกล่ะเป็นอะไร" พ่อถามลูกสาว เมื่อความทุกข์มาเยือน
ลูกจะเตรียมรับมืออย่างไรลูกเป็นแครอท ไข่ หรือ กาแฟ



แล้วคุณล่ะ ?


แครอทนั้นดูแข็งโป๊กแต่เมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ยากนานาก็จะเฉา
อ่อนแอและสูญเสียเรี่ยวแรงกำลังไป


หรือจะเป็นไข่ซึ่งดูสามารถปรับสภาพได้ในตอนแรกจิตใจอันอ่อนไหวของคุณ
จะเป็นอย่างไรหลังจากที่ต้องเผชิญกับความเป็นความตาย การแตกแยก
การหย่าร้าง หรือการเลย์ออฟ หัวใจของคุณหยาบกร้าน และแข็งกระด้างขึ้นหรือเปล่า
แม้เปลือกภายนอกของคุณยังคงเดิม หากหัวใจและจิตวิญญาณของคุณเล่า
มันปวดร้าวและได้แปรเปลี่ยนเป็นแข็งแกร่ง


หรือคุณเหมือนเมล็ดกาแฟ เมื่อเจอน้ำเดือดอันนำมาซึ่งความเจ็บปวด
แต่ ณ อุณหภูมิสูงสุด 100 องศาเซลเซียส กาแฟกลับมีรสชาติดีขึ้นยามนั้น


หากคุณเป็นดั่งกาแฟ เมื่อถึงภาวะที่เลวร้ายที่สุด
นอกจากคุณจะสามารถจัดการชีวิตตนเองได้แล้ว
คุณยังสามารถทำสิ่งรอบข้างให้ดีขึ้นได้ด้วย